“ย่าติง”สวรรค์บนดิน : Heaven on Earth



“ย่าติง”สวรรค์บนดิน : Heaven on Earth


Heaven on Earth : Yading Nature Reserve

“ย่าติง”… หากเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อนอาจไม่ค่อยมีใครรู้จักสักเท่าไหร่ แต่กับทุกวันนี้ “ย่าติง” ได้เป็นที่รู้จักของชาวโลกกันมากขึ้นเพราะยิ่งนับวันก็ยิ่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางของนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกที่อยากเดินทางไปสัมผัสความบริสุทธิ์ และความเต็มอิ่มของธรรมชาติแบบที่ว่ากันไปขนาดว่าที่นี่คือ “สวรรค์บนดิน” อีกแห่งบนโลกใบนี้.. และแน่นอนว่าถ้าเป็นเรื่องเที่ยวแล้วนักเดินทางบ้านเราก็เป็นอีกหนึ่งชนชาติที่ไม่เคยย่อท้อต่อการท่องเที่ยว เพราะตลอด 2-3 ปีให้หลังมานี่ที่ย่าติงนั้นต้อนรับพวกเราชาวไทยไปปี ๆ นึงผมว่าต้องมีไม่ต่ำกว่า 2-3 พันแน่ ๆ … 

…นั่นจึงเป็นอีกเหตุผลตามมาที่ทำให้มีรีวิวการเดินทางสู่ “อุทยานย่าติง : Yading Nature Reserve” ผุดขึ้นมากมายในหน้าอินเตอร์เนท เรียกว่าแต่ละรูท แต่ละภาพที่เสิร์ชหาข้อมูลนั้นน่าสนใจไม่แพ้กันเลย .. อาจจะต่างกันสักหน่อยก็คือมุมมอง และรูปแบบของแต่ละรีวิวที่ทำกันออกมา.. โดยเส้นทางการเดินทางนั้นก็อาจจะคล้ายกันบ้าง สลับกันไปบ้าง แต่เรียกว่าไม่หนีกันแน่นอน .. ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเยิ่นเย้อรีวิวของ “เที่ยวผ่านเลนส์” จะขอลงรายละเอียดการเดินทางเอาแค่คร่าว ๆ พอเห็นภาพ ส่วนแบบละเอียด ๆ เดี๋ยวไว้จะแปะให้อีกทีว่ามีลิ๊งค์ไหนแนะนำ… ส่วนช่วงแรกอินโทรอัลบั้มนี้ก็เป็นรายละเอียดปลีกย่อยกันไปเรื่อย ๆ


…ทริปนี้เราเดินทางกันทั้งหมด 11 คน โดยผมเองไปในฐานะช่างภาพประจำทริปที่จัดขึ้นโดย เพจแบกเป้เท่ทั่วโลก https://www.facebook.com/TummengTravel ซึ่งช่วงเวลาที่ไปก็คือวันที่ 13-20 ตุลาคม 2562 เรียกว่าเป็นช่วงที่เหล่าพืชพรรณใบไม้กำลังเปลี่ยนสีสลับไปมาสวย ๆ เลยทั้งเขียว แดง ส้ม เหลือง เยอะบ้างน้อยบ้างปน ๆ กันไปตามแต่ละพื้นที่


Altitude Sickness

…การเดินทางมาเที่ยวย่าติงนั้นมีอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญลำดับต้น ๆ อีกเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ก็คือ การที่เราต้องขึ้นมาอยู่บนพื้นที่สูง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องของอาการที่เรียกว่า High Altitude Sickness คืออาการที่พบในนักท่องเที่ยว หรือนักเดินทาง หรือจะใครก็ได้แหละครับที่ไปยังสถานที่ที่มีระดับพื้นที่ ๆ สูงกว่าระดับน้ำทะเลมาก ๆ (ย้ำว่ามาก ๆ) ร่างกายก็อาจปรับตัวไม่ทัน.. ดังนั้นวิธีที่ปลอดภัยก็คือค่อย ๆ ไต่ระดับความสูงในระหว่างเดินทางไปเรื่อย ๆ ให้ร่างกายได้ชิน

…ส่วนความสูงของแต่ละที่ แต่ละเมืองในทริปนี้จะสูงเท่าไหร่กันบ้างมาดูกัน

• คุนหมิง • สูงเฉลี่ยประมาณ 1,900 เมตร

• ดอยอินทนนท์ • สูงเฉลี่ยประมาณ 2,500 เมตร (อันนี้ทริปนี้ไม่ได้ไปนะ 555 แค่เทียบให้เห็นภาพ)

• ยื่อหวา (Riwa) •  สูงเฉลี่ยประมาณ 3,000 เมตร

• แชงกรีล่า • สูงเฉลี่ยประมาณ 3,300 เมตร

• เต้าเฉิง • สูงเฉลี่ยประมาณ 3,800 เมตร

• ย่าติง • สูงเฉลี่ยประมาณ 4,000 เมตร

• Everest Base Camp • 5,400 เมตร (เอาแค่ในส่วนของเบสแคมป์นะ ซึ่งทริปนี้เราก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับที่นี่เลย แค่ลงไว้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น)

…จะเห็นว่าดอยอินทนนท์บ้านเรานั้นเรายังไปเที่ยวได้สบาย ๆ ไร้กังวลไม่เป็นอะไรเพราะระดับความสูงที่คนทั่ว ๆ ไปจะรับได้อยู่ที่ประมาณ 2,000-2,500 เมตร แต่พอยิ่งสูงยิ่งหนาวไม่พอ ปริมาณออกซิเจนก็เริ่มน้อยลงเบาบางลง อาการที่เราจะพบได้ง่าย ๆ เบื้องต้นเลยก็คือ “เหนื่อยง่าย” การขยับตัวหรืออะไรที่เราต้องใช้พลังปอด พลังหัวใจเยอะ ๆ จะส่งผล เช่น วิ่งขึ้นบันได เดินเร็ว กระโดด ฯลฯ ก็จะทำให้เราเหนื่อยเร็ว หอบง่ายขึ้น บางทีไปถึงหน้ามืดตั้งแต่ยังไม่ค่ำเลยก็เป็นได้ (บางคนก็เตรียมออกซิเจนที่หาซื้อที่นั่นติดไว้ก็พอช่วยได้บ้าง) ..

…ดังนั้นวิธีหนทางที่จะทำให้เราดำเนินชีวิต และท่องเที่ยวได้สบายใจขึ้นเมื่อมาที่นี่ก็คือ การค่อย ๆ ปรับตัว ดังนั้นเส้นทางที่เราเลือกมาคุนหมิงแล้วค่อย ๆ ไต่ระดับไปยังย่าติง จึงมีความเสี่ยงที่แลดูปลอดภัยที่สุด 

…ว่ากันต่ออีกนิดกับเรื่องการรับประทานยาเพื่อป้องกันหรือลดอาการแพ้ความสูง เราสามารถหาซื้อยา Diamox มาทานได้แต่ต้องทานตามกำหนดนั่นคือแค่ 125 mg จะซื้อที่โรงพยาบาล หรือร้านเภสัชเอาที่หน้าตาไว้ใจได้(หมายถึงร้านนะ ไม่ใช่คนขาย)หาพวกร้านที่มีใบอนุญาตก็จะดีมากเพื่อความมั่นใจ .. (หรือใครเจอร้านไหนให้มา 250 mg ก็กินแค่ครึ่งเม็ดพอ) ก็กินตั้งแต่ก่อนเดินทางล่วงหน้าสักวันก็ได้ แต่อย่างผมกินก่อนไปหนึ่งวันเดินทาง .. ส่วนผลข้างเคียงของยาก็คือจะมีอาการชาที่ปลายนิ้ว ประสาทการรับรู้รสชาติอาหารที่ลิ้นจะเปลี่ยน หิวน้ำ ฉี่บ่อย เป็นต้น (แต่บางคนกินก็ไม่เป็นนะ) อย่างผมเองก็นิ้วชากินตอน 8 โมง มันไปชาตอนบ่ายซะงั้น แต่เพื่อนร่วมทริปบางคนก็ปกติไม่มีอะไรเกิดขึ้น

Keep Calm & Keep Walking

“Keep Calm” แน่นอนครับการเดินเล่นภายในอุทยานย่าติง(ใช้คำว่าเดินเล่นอาจดูชิวมาก ซึ่งเอาจริงหลายคนไม่ได้ชิวด้วยสักเท่าไหร่) .. ไม่ต้องรีบร้อน ใจเย็น ๆ ค่อยไป แค่เรากะเวลาเผื่อเวลาไว้สำหรับเดินไปแล้วเดินกลับมาให้ทันรถบัสก็เพียงพอ.. ส่วนระหว่างการเดินนั้นเนื่องจากบางจังหวะการเดินก็จะเป็นทางราบเรียบอันนี้เดินง่าย แต่หลายครั้งที่สเตปชีวิตไม่ได้ราบเรียบอย่างเดียว ไอ้เดินลงจากสูงลงต่ำอันนี้ไม่เท่าไหร่แค่ระวังลื่นก้าวพลาดก็น่าจะเพียงพอ.. แต่ไอ้การเดินขึ้นเกร็งกล้ามเนื้อก้นกล้ามเนื้อขาขึ้นสู่ที่สูงนั้นยิ่งออกแรงก็ยิ่งเหนื่อย(เอาแค่เดินขึ้นบันไดรถไฟฟ้าบีทีเอสบ้านเรา บางวันหัวใจยังเต้นรัว ๆ) ดังนั้นการเดินขึ้นที่สูงอย่างที่ย่าติงนั้นยิ่งทำให้หัวใจเราเต้นเร็ว แรงขึ้นกว่าปกติ (ใครที่มีนาฬิกาวัดจังหวะหัวใจ Heart Rate) เดินไปก็ลองจับดูว่ามันเร็วขึ้นมากน้อยแค่ไหน .. ดังนั้นไม่มีอะไรมากครับเมื่อเรารู้ว่าหัวใจเราเต้นถี่แล้วก็หยุดเดินซะ แค่นั้นเอง หรือรู้สึกว่าเมื่อยกล้ามเนื้อแล้วก็ให้หยุดพักเช่นกัน .. รอให้หัวใจกลับมาเต้นช้าลง กล้ามเนื้อขาได้พักเบรกบ้าง 2-3 นาที ค่อยออกเดินต่อ.. ย่อมดีกว่าฝืนเดินต่อไปเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองนะ

“Keep Walking” ไม่ได้โฆษณา Johnnie Walker Black Label แต่แค่จะบอกว่าเดินต่อไปฮะ.. อย่าไปท้อ ถ้าเรารู้จักเบรกร่างกาย ไม่โหม ไม่ต้องเค่น ไม่ต้องเคี่ยนเอาเหรียญทองอันดับหนึ่ง.. ที่นี่ไม่มีเหรียญรางวัลให้ ดังนั้นค่อย ๆ เดินไปครับ แม้ว่าแน่นอนว่าเส้นทางเดินภายในอุทยานย่าติงนั้นอาจไม่ได้เหนื่อยหนาสาหัสหากเทียบกับสถานที่เดินเทรกกิ้งหลาย ๆ ที่แต่ด้วยความที่พื้นที่ที่เราอยู่นั้นมีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากทำให้ปริมาณออกซิเจนนั้นน้อยลง การหายใจรวมทั้งการออกแรงที่มากกว่าปกติอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้ ดังนั้นการฟิตซ้อมร่างกายก่อนเดินทางจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้ร่างกายให้กล้ามเนื้อเราได้เตรียมพร้อมไว้สำหรับการเดินที่เราจะต้องก้าวไปให้ถึงจุดหมายปลายทางให้จงได้… อ้อ !!! มีอีกวิธีที่คนนำทริปผม คุณชายตั้มเม้ง เจ้าของเพจแบกเป้เท่ทั่วโลก แนะนำไว้ก็คือ “ให้มองอาม่า อากงทั้งหลายที่อยู่รอบตัวเรา” เค้ายังขึ้นได้ทำไมเราจะขึ้นไม่ได้.. และก็จริงครับนี่คืออีกหนึ่งแรงผลักดันที่จะทำให้เราไปถึงจุดหมายปลายทางได้…

Take it to the Limit

…ลำพังแค่การเดินอย่างเดียวก็เหนื่อยหนาสาหัสพอแล้ว.. ไหนจะยังต้องมีเสบียงอาหารเพิ่มพลังงานติดตัวไปด้วย ช๊อกโกแลต ลูกอม ยาดม ยาหม่อง ทิชชู่ ขนม มาม่า อาหารกระป๋อง สุดแท้แต่ใครใคร่ซื้อซื้อ ใครใคร่แบกแบก.. เพราะที่ก้าวไปก็เอาไว้เติมพลังงานระหว่างที่เราเดินไปเรื่อย ๆ นั่นแหละครับ (อาหารที่ผมว่ารสชาติกินได้ และขนาดแพคเกจไม่ใหญ่ได้พลังงานคือ ไข่นกกระทาห่ออยู่ในถุงแพคอย่างดีซองจะสีแดง ๆ ให้ลองหาดูที่ตามร้านขายขนมขายอาหารทั่วไป .. ไม่มีภาพประกอบมาให้นะ 555)

…ส่วนเรื่องถัดไปนี่แหละที่คือความดิ้นรนเพราะมาตั้งไกลอุปกรณ์ต้องครบ เพราะที่จะกล่าวต่อไปนั้นหมายถึง อุปกรณ์กล้อง และเลนส์นี่แหละครับที่เป็นตัวบั่นทอนพลังงานชั้นดีเลย.. ไอ้ใครที่เอากล้องมิเร่อเลสตัวเล็ก ๆ เลนส์ตัวเล็ก ๆ ไปอันนี้ยังไม่เท่าไหร่ .. แต่กับบางคนมันไม่ได้มันต้องกล้องใหญ่ไม่งั้นไม่ถนัด บางคนไม่พอแบกไปทั้งกล้องใหญ่ DSLR + Mirrorless อีกหนำซ้ำ.. ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนกระผมเองนี่แหละครับที่แบกไปเหมือนจะเอาไปออกรบ.. เดินไปก็คิดในใจไปว่าชีวิตต้องลำบากขนาดนี้เลยหรือ แต่เพื่อให้ได้ภาพที่ต้องการ และอย่างที่บอกไปตอนต้นว่าผมไปในฐานะช่างภาพประจำทริปดังนั้นเพื่อนร่วมทริป หรือลูกค้าที่มาด้วยกันก็จะต้องได้ภาพสวย ๆ จากกล้องผมกลับไป.. สาเหตุก็มีแต่เพียงเท่านี้ที่ทำให้ต้องแบกเป็นไอ้บ้าหอบฟางขึ้นไป

 

…ดังนั้นแนะนำเลยว่าให้คำนวณให้ดีว่าจะเอาตัวไหนแบกขึ้นมาบ้าง… อย่างผมก็จัดเต็มฮะ 14-24 / 50 / 70-200 / Mirrorless + 35 mm .. ไหนจะรวมน้ำหนักขนม ขวดน้ำเข้าไปอีก… บอกเลยว่าเจ็บก็ทน ♪ ช้ำก็จะทน..

When to go?

• ฤดูใบไม้ผลิ (เมษา – พฤษภา) เป็นช่วงปลายหรือเรียกว่าแทบจะจบสิ้นไปแล้วกับฤดูหนาว แต่ตามยอดเขาสูงยังมีหิมะให้เห็นอยู่ และแน่นอนว่าดอกไม้ต่าง ๆ ก็เริ่มผลิบานในช่วงนี้

• ฤดูร้อน (มิถุนา – สิงหา) เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวน่าจะน้อยที่สุดของย่าติง เพราะสภาพอากาศไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ 

• ฤดูใบไม้ร่วง (กันยา – ตุลา) อันนี้ตรงกับช่วงที่มาพอดี เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางมากันเยอะมาก ต้นไม้สวย สีสันพืชพรรณสลับเปลี่ยนสีสวยงาม ความหนาวก็ไม่ได้โหดร้ายขนาดตัวสั่น และที่สำคัญยังไม่ร้อนด้วย

• ฤดูหนาว (พฤศจิกา – มีนา) แน่นอนว่ามาช่วงนี้ความหนาวนั้นเจอแน่นอน และก็จะได้บรรยากาศแบบหิมะ ๆ ถามว่าสวยมั้ย น่ามามั้ย ก็แล้วแต่คนชอบ แต่อาจเดินทางลำบากเพราะเสี่ยงกับอากาศหนาวมาก ๆ 

ปล. ส่วนใครจะไปช่วงไหนก็แล้วแต่ว่าอยากเห็น อยากได้รูปประมาณไหน แต่ส่วนตัวผมว่าช่วงใบไม้ร่วงที่ผมไปมาน่าจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดแล้ว.. เหตุผลเพราะเป็นช่วงนักท่องเที่ยวไปเยอะสุด การันตีได้ว่าสวยแน่นอน และที่สำคัญสภาพอากาศท้องฟ้าท้องฝนก็อยู่ในเกณฑ์ที่เราสามารถเที่ยวเดินทางได้อย่างปลอดภัย 

All my bags are packed, I’m ready to go

…เนื่องจากช่วงที่ไปแม้จะเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็ตามแต่สภาพอากาศที่ย่าติงจะมีความหนาวเย็น (จริง ๆ ก็เริ่มหนาวตั้งแต่แชงกรีล่าแล้ว ส่วนคุนหมิงจะแค่เย็น ๆ) ดังนั้นการเตรียมเสื้อผ้า อุปกรณ์ต่าง ๆ ก็จำเป็นต่อการประคองตัวให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่อยู่ที่นั่นเช่นกัน อุณหภูมิช่วงที่ผมไปมาเมื่อกลางเดือนตุลาคม 2562 อยู่ที่หนาวสุดประมาณ 0 องศา ในตอนกลางคืน + กับมีลมนิด ๆ นั่งกินหม่าล่าปิ้งไปก็เย็น ๆ หนาว ๆ ดี .. ส่วนระหว่างวันก็เป็นเลขตัวเดียว หรือไม่ก็สิบต้น ๆ แต่มีแดด.. และยิ่งเมื่อไหร่แดดมาก็อุ่นขึ้นทันที .. มาดูกันว่ามีอะไรที่พอจำเป็นบ้าง

• แว่นกันแดด / อันนี้คนไม่ชอบใส่ ให้แดดแรงยังไงก็อาจจะไม่ใส่ สรุปแล้วแต่คน

• เสื้อกันหนาว ฮีทเทค ลองจอห์น / นี่จำเป็นยังไงก็ติดไปก่อนเพื่อความชัวร์ ส่วนจะใส่ไม่ใส่ ถึงที่นั่นร่างกายเราจะบอกเองว่าเราควรใส่มั้ย

• ครีมกันแดด / สภาพอากาศหนาวเย็นอาจทำให้เรารู้สึกดี พอมีแดดอุ่น ๆ ส่องมาก็ยิ่งทำให้เราเพลินกับอากาศจนอาจทำให้เราไม่รู้สึกร้อน .. โดยหารู้ไม่ว่าท่ามกลางอากาศเย็นสบายนั้นแดดกำลังเผาเราอยู่ตลอดเวลาเลย

• โลชั่นทาผิว, ลิปมัน / อันนี้เป็นอุปกรณ์สามัญยามไปเจอหนาว ๆ คาดว่าทุกคนคงไม่พลาด

• เสื้อกันหนาว / อันนี้มีหลายระดับ  ความหนาวแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนแค่แจ๊คเก๊ตวอร์ม บางคนขี้หนาวก็จัดเต็มเสื้อขนเป็ด ขนอะไรก็ขนกันไป…

• กระเป๋าแบกสำรอง (กระเป๋าเป้สะพาย หรือ กระเป๋าที่ขยายได้พับได้) / อันนี้จำเป็นเพราะถ้าใครที่เอากระเป๋าล้อลากไปย่าติง(ใบเล็กไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าใบใหญ่) แล้วจะขนขึ้นบัสอุทยาน บอกเลยว่าหมดสิทธิ์เพราะเค้าไม่ให้เก็บใต้ท้องรถ ดังนั้นควรมีกระเป๋าสะพายไว้แบ่งสัมภาระสำหรับวันที่จะนอนในย่าติง แยกออกมาแล้วฝากกระเป๋าใหญ่ไว้ที่โรงแรมด้านนอก)

A telephone can’t take the place of your smile

…สิ่งสำคัญที่สุดของทุกวันนี้สำหรับการเดินทางไม่ว่าจะทริปไหนที่ไหนเมืองไหนทวีปไหน… สัญญาณอินเตอร์เนทจะขาดเสียไม่ได้.. เมื่อโลกมันเปลี่ยนไป โลกใบใหญ่ถูกย่อให้เล็กลงด้วยสัญญาณอินเตอร์เนท.. แต่จะอย่างไรแล้วการได้ออกมาสำรวจโลกใบนี้สัมผัสด้วยผิวกาย มองเห็นด้วยสายตา เดินผ่านด้วยเท้าทั้งสองข้างย่อมดีกว่าเป็นแน่นอน

…การเดินทางสู่เมืองจีนครั้งนี้ผมใช้ซิมของ “ทรูมูฟ” โดยจะมี 2 แบบหลัก ๆ คือแบบ • Travel Sim Asia (ซึ่งแยกย่อยเป็นแพคเกจอื่นไปอีกว่าจะไปสิงคโปร์ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเก๊า เน้น ๆ กันไปเลย) กับอีกแบบคือ • Travel Sim World (ที่ใช้สำหรับประเทศที่อยู่นอกเหนือเอเชียได้ด้วย และก็ยังใช้กับในเอเชียได้ด้วย) .. ซึ่งแบบแรกจะถูกกว่าแต่ด้วยวันที่ไปช๊อปเหลือแต่แบบ Travel Sim World ก็เลยจัด ๆ มาก่อน.. ผลประกอบการใช้งานได้ดี จะมีไม่ได้ก็คือตามหุบเขาเส้นทางถนนที่ไกลออกไปจริง ๆ หรือในอุโมงค์ยาว ๆ เป็น 4-5 กิโลเมตรอันนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ.. ส่วนการใช้งานตลอดระยะเวลา 7-8 วันถือว่าพริ้วผ่านได้ดี..

#TravelSim #TruemoveHRoaming

 

• วันที่ 1 • เดินทางจากดอนเมือง – คุนหมิง / ถึงคุนหมิงประมาณเที่ยง / ไปซื้อตั๋วบัสนอนรอบ 19.30 เพื่อจะเปิดวาร์ปไปแชงกรีล่า (ระหว่างวันก็หาที่เที่ยวที่เดินเล่นกันไป) / นอนบนรถบัส

• วันที่ 2 • เช้าตรู่ถึงแชงกรีล่ารอรถที่ติดต่อไว้มารับเข้าที่พัก / เที่ยวแชงกรีล่าเต็ม ๆ 1 วัน / นอนที่แชงกรีล่า

• วันที่ 3 • ออกจากแชงกรีล่าตอนเช้า / เดินทางมุ่งหน้าสู่ Riwa Town / นอน Riwa Town ใครเอากระเป๋าล้อลากไปให้แยกฝากไว้ในรถที่เหมามา หรือฝากโรงแรมที่นอนไว้ เพราะรถบัสเข้าอุทยานจะไม่อนุญาตให้เอากระเป๋าไว้ใต้รถ ดังนั้นเตรียมเป้สะพายแบ่งไปซะ

 

• วันที่ 4 • แบกเป้ที่แบ่งไว้รีบไปยังที่ทำการอุทยานซื้อตั๋วแต่เช้าคิวได้ไม่ยาว เพื่อเตรียมเข้าอุทยานย่าติง / ขึ้นรถแล้วให้ดูว่าเราจองที่พักไว้ที่ Bus Stop ที่เท่าไหร่ของอุทยาน ก็บอกให้บัสจอดแล้วเอาสัมภาระเก็บเข้าที่พักก่อน / แล้วก็ออกมายืนโบกรถเตรียมตัวไปลุยเส้นทางอุทยานย่าติงกัน (แนะนำให้เป็นเส้นทางเดินทะเลสาบไข่มุกก่อน เพราะเส้นทางไม่ไกลมาก ได้มีเวลากลับมาพักเอาแรงไว้เส้นทางวันถัดไป) แต่ก็แล้วแต่นะ..

• วันที่ 5 • ตื่นเช้าแล้วก็ไปลุยเส้นทางอุทยานย่าติง ปลายทางทะเลสาบน้ำนม และทะเลสาบห้าสี (วันนี้เดินหนักควรเผื่อเวลาเดินไปกลับให้ดี) / กลับถึงที่พักนอนอีกสักคืน (หรือใครจะออกจากอุทยานลงไปที่ทำการด้านล่างเลยก็ได้ แต่ควรต้องทำเวลาหน่อยนะกลับเย็นมากเดี๋ยวรถอุทยานรอบสุดท้ายจะหมดซะก่อน) แนะนำว่าให้พักอีกสักคืนเถิด


 






















• วันที่ 6 • ตื่นเช้ามาโบกรถอุทยานกลับไปที่ทำการด้านล่าง / จากนั้นก็แล้วแต่แพลนเลยว่าใครจะไปเต้าเฉิง จะกลับแชงกรีล่า หรือไปลี่เจียง สุดแท้แต่แพลนใครแพลนมัน..


ปล. ส่วนอันนี้คือโคตรรีวิวจากเวปพันธมิตรรุ่นพี่ผมที่ไปมาเมื่อปี 2561 ละเอียดยิบตามรอยได้ แม้กระทั่งจุดถ่ายรูป (ละเอียดผิดกับรีวิวผมตัวนีัมาก 555) http://www.namfapakhao.com/review-yading/?fbclid=IwAR2KArYJbTjwz_cSIzwo_PDIhnRxTsYJhq7hRvlQ0PpcNPxmd5Vkg1xzXTc